เข้าสู่ระบบ



บทความพิเศษ

ติดต่อสอบถาม

เวลาทำการ     07.00 - 11.00 am
.                  01.00 - 05.00 pm

email : hommesook@gmail.com

โทรศัพท์ :
Office            038-634280

ประธานกลุ่ม     081-8890331

Webmaster    082-8996921

หยุดงานทุกวันที่ 1 ของเดือน

แนะนำบราวเซอร์ดีๆ

Internet Exproler

* ieเข้าถึงข้อมูลของเว็ปไซด์นี้ไม่ถูกต้อง
ใช้บราวเซอร์เหล่านี้

เพื่อการแสดงข้อมูลที่ถูกต้อง
จากเวปไซด์ของเรา

Designed by:
อันตรายถึงตาย....ตัวบุ้งระบาด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย @Kridsana.com   

ตัวบุ้งที่กินไม้กฤษณา

อันตรายถึงตาย....ตัวบุ้งระบาด

ล่าสุด!! ฤดูฝนนี้มีหนอนบุ้งแพร่ระบาดอย่างหนักแถบภาคตะวันออก เจ้าของสวนไม้กฤษณา ระวัง!ด้วยนะครับ

+ มันจะกินยอดของต้นอ่อน ที่พึ่งจะปลูก ตาย!! แน่นอนครับ ถ้าเห็นให้รีบกำจัด

 

+ ต้นกฤษณาที่โตแล้ว ไม่ค่อยมีผลกระทบเยอะ นอกจากบางต้นจะมีเป็นร้อยๆตัว

 

 

ไม่แน่ใจนะครับว่าเป็นบุ้งสายพันธุ์นี้รึปล่าว ผมดูแล้วหน้าตาบุ้งก็คลายๆกัน เลยเอามาลงแถมให้อ่าน

<<ข้อมูลบุ้ง นำมาจาก http://agriqua.doae.go.th >>หนอนบุ้งปกขาว

ชื่อสามัญ Leaf-eating caterpillar

ชื่อวิทยาศาสตร์ Orgyia turbata Btlr.

ชื่อวงศ์ Lymantriidae

ชื่ออันดับ Lepidoptera

ความสำคัญและลักษณะการทำลาย

ตัวหนอนของแมลงชนิดนี้มักชอบกัดกินใบข้าวโพด พืชตระกูลถั่ว และพืชอื่น ๆ ทำให้ใบเว้าแหว่ง หรือปรุเป็นรู ทำให้การปรุงอาหารและการเจริญของพืชไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งจะเป็นผลกระทบกระเทือนต่อการผลิตดอกออกผลด้วย

ลักษณะและชีวประวัติ


ไข่ของผีเสื้อชนิดนี้จะเจริญอยู่ในท้องของแม่ผีเสื้อ ซึ่งเป็นแมลงไม่มีปีก มีขาบอบบางและเกาะอยู่ในรังซึ่งเป็นใยร่างแหขาว ๆ บาง ๆ ที่ตัวอ่อนสร้างไว้ก่อนเข้าดักแด้ เมื่อแม่ผีเสื้อวางไข่แล้วก็จะตายไป ไข่มีลักษณะเป็นเม็ดกลม ๆ สีครีม กว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร ระยะการเป็นไข่กินเวลานานประมาณ 3-5 วัน แม่ผีเสื้อตัวหนึ่ง ๆ สามารถไข่ได้ 250-450 ฟอง
ตัวหนอนเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ มีความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ขาค่อนข้างยาว ตามลำตัวมีขนยาว โดยเฉพาะตรงปล้องใกล้หัว และตรงส่วนท้ายของลำตัวจะมีขนยาวกว่าส่วนอื่น ๆ เมื่อมองดูด้วยตาเปล่าจะพบว่าหนอนในระยะนี้สีชมพูอ่อน และมีจุดสีดำแต้มบนสันหลัง เมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่าหนอนมีกะโหลกหัวสีน้ำตาล และมีปุ่มสีแดงติดอยู่ที่ด้านข้างของปล้องลำตัวข้างละหนึ่งปม เมื่อตัวหนอนโตขึ้นมีความยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร จะมีสีเหลืองอ่อน ยกเว้นแต่ปมที่ติดกับหัวจะมีสีแดงจัดขึ้นจนเห็นได้ชัด ที่สันหลังของลำตัวปล้องที่ 4-7 และปล้องที่ 9-11 จะมีสีดำ เมื่อหนอนโตจนมีความยาว 1 เซนติเมตร ลักษณะต่าง ๆ จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นปล้องที่ 9 และ 10 จะมีปุ่มสีแดงปรากฏขึ้นบนสันหลัง ขาเทียม 4 คู่ก็มีสีแดงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้บนสันหลังปล้องที่ 4-5 และปล้องที่ 11 ของลำตัวยังมีขนเป็นพู่สีดำติดอยู่ เมื่อตัวหนอนมีความยาว 1.5 - 2 เซนติเมตร ลักษณะต่าง ๆ หลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปเช่น ปมสีแดงใกล้หัวจะมีสีเกือบดำ บนสันหลังจะมีพู่สีขาว 4 กระจุกบนปล้องที่ 4 ถึง 7 ของลำตัวตามลำดับ พู่สีขาวบนปล้องที่ 4-5 จะมีขนสีดำแซม ขาเทียมสีแดงจัดขึ้น ลักษณะนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงจนตัวหนอนเข้าดักแด้ ระยะการเป็นตัวหนอนใช้เวลา 14-21 วัน ลอกคราบ 4 ครั้ง เมื่อตัวหนอนเจริญเติบโตเต็มที่ก็จะเข้าดักแด้
ดักแด้ ของเพศผู้และเพศเมียของแมลงชนิดนี้จะมีความแตกต่างกัน ดักแด้เพศผู้มีความยาวประมาณ 0.8 มิลลิเมตร ส่วนหัวและอกมีสีน้ำตาลอ่อน ส่วนท้องมีสีน้ำตาลปนเหลือง บนสันหลังมีขนละเอียดอ่อนปกคลุม มีจุดดำที่บริเวณส่วนนัยตาเห็นได้ชัด ดักแด้ของเพศเมีย มีขนาดโตกว่าคือยางประมาณ 1.2 มิลลิเมตร มีสีครีมหรือขาว ส่วนท้องป้อมใหญ่และมีเส้นใยเป็นร่างแหเป็นแผ่นบาง ๆ ห่อหุ้มตลาดลำตัว ระยะการเป็นดักแด้ประมาณ 3-7 วัน ก็กลายเป็นตัวเต็มวัย
ตัวเต็มวัย ของแมลงชนิดนี้แตกต่างกันมาก ในเพศผู้จะมีปีกสีน้ำตาลแก่วาดจากขอบ ปีกหนึ่งไปยังอีกขอบปีกหนึ่งยาวประมาณ 2 เซนติเมตร บนปีกคู่หน้ามีรอยแต้มสีเหลือง บริเวณโคนปีกและมุมปีก ตรงบริเวณกลางปีกมีจุดสีดำ และมีรอยเป็นเส้นสีดำพาดตามขวาง หนอนมีขนเป็นแฉกคล้ายขนนก ส่วน Abdomen เรียวเล็ก สำหรับเพศเมีย ไม่มีปีก มีลักษณะเหมือนหนอนอ้วนกลม มีสีขาว มีความยาวประมาณ 1.3 เซนติเมตร หัวเล็กกว่าลำตัวมาก มีขาสั้นเล็กไม่แข็งแรงและบอบบาง โดยปกติจะพบเพศเมียในใยร่างแหปกคลุมสม่ำเสมอติดอยู่ตามใต้ใบหรือตามซอกใบที่ ตัวอ่อนเข้าดักแด้ เพศผู้จะคอยกินอยู่รอบ ๆ เพื่อรอการผสมพันธุ์ ระยะการเป็นตัวเต็มวัย 3-7 วัน ในเพศผู้เมื่อเป็นตัวเต็มวัยก็พร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ทันที และโดยสัญชาติญาณเพศผู้จะบินตามกลิ่นหาเพศเมีย และผสมพันธุ์ได้ถูกต้อง

พืชอาหาร

ตัวหนอนสามารถเข้าทำลายข้าวโพด ถั่วสิสง ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ละหุ่ง ไมยราบ ใบแค ใบมะพร้าว และยางพารา

เขตแพร่ระบาด

แมลงชนิดนี้พบได้ทั่วไปตามแปลงที่มีการปลูกข้าวโพดและพืชตระกูลถั่ว และพบทั่วไปในประเทศไทยที่มีการปลูกพืชดังกล่าว

การป้องกันกำจัด

แมลง ชนิดนี้ระบาดเฉพาะตัวหนอนเท่านั้น การทำแปลงปลูกให้สะอาดก็ช่วยระงับการเคลื่อนที่ของตัวอ่อนได้ดี ถ้าพบเพศเมียเกาะอยู่ตามใต้ใบก็ควรเก็บทำลายเสีย แมลงชนิดนี้ไม่ค่อยระบาดมาก พบบ่อยในปลายยฤดูฝนจนถึงปลายฤดูแล้ง แต่ถ้ามีการระบาดมากก็ใช้สารเคมีกำจัด ค คือ คาร์บาริล ไดเมทโธเอท โมโนโครโตฟอส หรือ เมทธิลพาราไธออน ในอัตรา 30-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อสังเกตเห็นแมลงชนิดนี้ลงทำลายโดยพ่น ๆ 10 วัน จำนวน 3-4 ครั้ง

ที่มาภาพ :: www.oknation.net/blog/print.php?id=271950