เข้าสู่ระบบ



ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบสมาชิกกลุ่ม **ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ**

แนะนำบราวเซอร์ดีๆ

Internet Exproler

* ieเข้าถึงข้อมูลของเว็ปไซด์นี้ไม่ถูกต้อง
ใช้บราวเซอร์เหล่านี้

เพื่อการแสดงข้อมูลที่ถูกต้อง
จากเวปไซด์ของเรา

บทความพิเศษ

 

 

Designed by:
ลักษณะโดยทั่วไปของไม้กฤษณา PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย @Kridsana.com   

ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์ของไม้กฤษณา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้กฤษณาเป็นเนื้ออ่อนไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบแบบใบเดียวเรียงตัวแบบสลับ (alternate) ใบรูปไข่ (ovate) หรือรูปร่างยาวขอบนอน (oblong) ปลายใบเรียวแหลม (acuminate) ฐานใบแหลม (acute) ใบกว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 7-9 ซม. ใบแก่เกลี้ยงเป็นมัน ใบอ่อนมีขนสั้นแววคล้ายไหม (villous) ตามขอบใบ เส้นใบ ก้านใบ ตาอ่อน และกิ่งอ่อน ปกคลุมไปด้วยขนลักษณะเดียวกัน ก้านใบยาว

3-5 ซม. เส้นใบ (vein) ที่ออกมาจากเส้นกลางใบ (mid-rib) มี 2 ขนาด ขนาดใหญ่ทำมุม 45-60 องศา กับเส้นกลางใบ เส้นใบขนาดเล็กมีขนาดเล็กฝอยเกิดขนานกันเกือบตั้งฉากกับเส้นกลางใบ และตัดทำมุมกับเส้นใบขนาดใหญ่ เปลือกนอกสีขาวเทา หรือสีน้ำตาลอ่อน ๆ เปลือกแตกเป็นร่องเล็กตื้นและแตกถี่ขนานกันไปตามแนวยาวของลำต้น เป

ลือกในสีเหลืองถึงขาวอ่อน หนาประมาณ 1-5 ซม. เปลือกเหนียวสามารถลอกออกได้เป็นแผ่นโดยไม่ขาดออกจากกัน

ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ (bisexual) เกิดตามง่ามใบหรือปลายยอด แบบ axillary หรือ terminal umbels ก้านดอกสั้น ดอกสีขาว ไม่มีกลีบดอก (petal) กลีบเลี้ยง (sepels) มี 5 กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน (adnate) ที่ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก แบบ campanulate ปกคลุมด้วยขนสั้นแบบ silky หรือ pubescent ที่โคนแฉกของกลีบมีเก็ด (scale) 10 เก็ด ( 2 เก็ดบนกลีบเลี้ยงแต่ละอัน) แต่ละเก็ดปกคลุมด้วยขนยาว Whitmore (1973) กล่าวว่า เก็ดเหล่านี้คือกลีบดอก ระหว่างเก็ดหรือกลีบดอกยังมีเก็ดอีกชนิดหนึ่งมีลักษณะเกลี้ยง ปลายแหลม สีดำ เกิดระหว่างกลีบดอก เกสรตัวผู้ (stamens) 10 อัน ก้านเกสรตัวผู้ (filament) สั้น รังไข่อยู่เหนือส่วนอื่น ๆ ของดอก (superior) ไม่มีก้าน (sessile) และปกคลุมด้วยขนคล้ายไหม (villous) รังไข่มี 2 ช่อง (locute) ก้านเกสรตัวเมีย (style) สั้น ยอดเกสรตัวเมีย (stigma) ใหญ่แบบ capitate ผลเป็นแบบ capsule รูปร่างคล้ายกับไข่กลับ (obovate) หรือหอกกลับ (oblanceolate) ตั้งอยู่บนฐานของกลีบรองกลีบดอกที่ไม่หลุดร่วง ผลยาวประมาณ 2.5 ซม. กว้างประมาณ 1.5-2 ซม. เมล็ดมี 1 หรือ 2 เมล็ด แบบ ovoid (puberulous) ขนาดของเมล็ดยาว 5-6 มม. มีส่วนฐานที่สดและนุ่ม บางครั้งขยายไปเป็นส่วนหาง (tail) เมล็ดมีส่วนของ funiculus ที่เป็นเส้นขนาดเล็กและยาวเชื่อมต่อกับผล เมล็ดสีแดง ส้ม หรือดำ ปกคลุมไปด้วยขนสั้นและนิ่ม (pubescent) สีแดงหรือน้ำตาลแดง embryo แบบ inverse ไม่มี Perisperm

 

ลักษณะทางนิเวศวิทยา

กฤษณาชอบขึ้นในที่ชุ่มชื้น จึงมักพบตามป่าดงดิบทั้งชื้นและแล้ง หรือที่ราบใกล้กับแม่น้ำ ลำธาร สามารถขึ้นได้สูงถึง 1,100 เมตร หรือมากกว่าจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เช่น พบที่ยอดเขาเขียวบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยทั่วไปมักพบกฤษณาปนกับพรรณไม้อื่น เช่น ยาง ยมหอม ยมหิน หว้า ก่อเดือย และก่อชนิดอื่น ๆ สีเสียดเทศ กระโดงแดง และอื่น ๆ ที่บริเวณป่าเขาช่อง จังหวัดตรัง น่าจะเป็นถิ่นที่ดีของกฤษณา พบกฤษณามีเส้นขนาดผ่าศูนย์กลางมากกว่า 100 เซนติเมตร ซึ่งต่างกับที่พบบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางจะเล็กกว่า 50 เซนติเมตร                                             บริเวณที่มีไม้กฤษณาขึ้นอยู่และต่อมาถูกตัดโค่นลง พบว่ามีลูกไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่จำนวนมาก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าจะไม่พบต้นกฤษณาชั้นอายุต่าง ๆ  ขึ้นอยู่ สันนิษฐานว่ากล้าไม้กฤษณาเป็นกล้าไม้ที่ไม่ทนร่ม จึงไม่สามารถเจริญได้ภายใต้ต้นแม่

ลักษณะทั่วไป

กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูงตั้งแต่ 18-21 เมตรขึ้นไป วัดโดยรอบลำต้นยาวประมาณ 1.5-1.8 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์ต่ำ ๆ หรือรูปกรวย ลำต้นเปลาตรง บางครั้งมีลักษณะเป็นร่องหรือพูพอนหนาที่โคนต้นเมื่อมีอายุมาก(10 ซม.)เปลาลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 60 ซม สูงถึง 2 ม.ผิวเปลือกลำต้นเรียบ สีขาวเรียว กิ่งมีขนาดเล็ก สีน้ำตาลซีด มีขนปกคลุมหรือเกือบเกลี้ยง เปลือกนอกเรียบ สีเทาอมขาว เปลือกหนาประมาณ 5-10 มิลลิเมตร มีรูระบายอากาศสีน้ำตาลอ่อนทั่วไป เปลือกนอกจะปริ เป็นร่องเล็ก ๆ เมื่อมีอายุมาก ๆ ส่วนเปลือกชั้นในมีสีขาวอมเหลือง

ใบ  ใบเดี่ยว เรียงสลับ ก้านใบยาว 4-6 ซม. แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปรี ไปจนถึงรูปใบหอกแกมขอบขนาน ขนาด 7.5-12 ซม. X 2.5-5.5 ซม. ใบบางคล้ายกระดาษไปจนถึงกึ่งเหนียวคล้ายหนัง ผิวใบเกลี้ยง บางครั้งผิวด้านล่างมีขนปกคลุมหรือเกือบเกลี้ยง ผิวใบทั้งสองด้านเป็นมัน โคนใบรูปแหลมสอบเรียวหรือทู่ปลายใบเรียวแหลม ส่วนปลายแหลมของใบยาวถึง 2 ซม. เส้นแขนงใบ 12-16 คู่ มีลักษณะไม่สม่ำเสมอ มักจะแตกแขนง เป็นสันนูนเห็นชัดเจนบนผิวใบด้านล่าง โค้งงอขึ้นด้านบนไปยังขอบใบลักษณะเรียบหรือเห็นไม่ชัดเจนบนผิวใบด้านบน

ดอก  สีขาว ไม่มีกลีบดอก ออกเป็นช่อเล็ก ๆ มีกลิ่นหอม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกิดที่ง่ามใบหรือยอด เป็นแบบ Axillary หรือ Terminal umbles ก้านดอกสั้น มีขนนุ่มอยู่ทั่วไป ตามง่ามใบและดอก ออกดอกในช่วงฤดูร้อน และกลายเป็นผลแก่ในประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ดอกออกเป็นช่อปลายยอด ตามซอกใบหรือบนซอกใบ บางครั้งเป็นช่อคล้ายช่อซี่ร่มอยู่ระหว่างข้อ ตามปกติช่อดอกแตกแขนงช่อเป็นช่อย่อยคล้ายช่อซี่ร่ม 2-3 ช่อ แต่ละช่อมีประมาณ 10 ดอก ก้านช่อยาว 5-15 มม. ก้านดอกเล็ก ยาว 3-6 มม. แต่ละส่วนของดอกมี 5 อัน รูประฆัง ยาว 5-6 มม. สีเขียวหรือสีเหลืองหม่น ด้านนอกมีขนปกคลุมบาง ๆ หลอดกลีบดอกด้านในเกือบเกลี้ยง มีลักษณะเป็นสัน 10 สันเห็นชัดเจน ลักษณะนี้คงอยู่ในผล แฉกกลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ยาว 2-3 มม. ยาวเกือบเท่าความยาวของส่วนที่เป็นหลอด โค้งพับลง ภายในมีขนปกคลุมหนาแน่น รยางค์คล้ายกลีบดอก 10 อันอยู่ติดกับส่วนคอของหลอด รูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่เล็กน้อย ยาวประมาณ 1 มม. โค้งเข้าด้านในเล็กน้อย มีขนยาวปกคลุมหนาแน่น เกสรเพศผู้ 10 อัน อยู่แยกเป็นอิสระ โผล่พ้นส่วนคอหลอดดอก ก้านเกสรเพศผู้ยาว 1.2-2 มม. อยู่เหนือกลีบดอก สูงต่ำไม่เท่ากันในแต่ละอัน อับเรณูเป็นแถบยาว ปลายทู่ เกสรเพศเมียมีรังไข่รูปไข่ ยาว 1-1.5 มม. มี 2 ช่อง มีขนปกคลุมหนาแน่น ก้านเกสรเพศเมียเห็นไม่ชัดเจน ยอดเกสรเพศเมียเป็นกระจุก

ผล  ผลเป็นแคปซูลแตกกลางพู รูปไข่กลับหรือรูปหลอดแกมรูปไข่กลับ ขนาด 3-4 ซม. X 2.5 ซม.ปกติแบนข้าง มีขนสีเทา ปกคลุม เกือบเกลี้ยง ส่วนที่ติดกับขั้วเล็ก โคนผลรูปลิ่ม ปลายผลรูปกลม เปลือกผลแข็ง เมล็ดรูปไข่ ขนาด 10 X 6 มม.รวมทั้งมีส่วนที่เป็นจงอยยาว 4 มม.มีเมล็ด 1 หรือ 2 เมล็ด แบบ Ovoid  โคนเมล็ดมีรยางค์คล้ายหาง มีขนแดงหรือส้มปกคลุมยาวเท่ากับเมล็ด การงอกของเมล็ดชูใบเลี้ยงเหนือพื้นดิน ผลแก่แตกออกเป็น 2 ซีก มีชีวิตอยู่ช่วงสั้นเพียง 1-2 สัปดาห์ ที่เพาะแล้วงอกดี สัปดาห์ที่ 4 ความงอกเริ่มหมดไป

ลักษณะของเนื้อไม้

เนื้อไม้กฤษณาปกติ มีลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อน มีน้ำหนักเบา เนื้อไม้ที่ผึ่งลมให้แห้งจะมีความหนาแน่นประมาณ 400กก./ลบ.ม. ส่วนของแก่นและกระพี้แยกออกจากกันไม่ชัดเจน เวสเซลมีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดปานกลาง อยู่เดี่ยว ๆ หรือ อยู่ตามแนวรัศมีมีจำนวนเป็นผลคูณของ 2 หรือ 5 เซลพาเรงคิมาที่เป็นเซลพาราเทรคีลมีน้อย เซลพาเรงคิมาในแนวรัศมีมีลักษณะละเอียดมาก โฟลเอ็มมักจะอยู่แยกกัน มีการการจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ส่วนมีสีขาวนวลเมื่อตัดใหม่ ๆ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนจะตรง เนื้อหยาบปานกลางและฟ่าม เลื่อยผ่าได้ง่าย ขัดชักเงาไม่ได้ดี ไม่ค่อยทนทาน อยู่ในน้ำ จะทนทานพอประมาณ เมื่อแปรรูปเสร็จแล้ว ควรรีบกองผึ่งให้แห้งโดยเร็ว ในการผึ่งจะมีการปริแตกได้ง่าย และมักจะถูกเห็ดราย้อมสีเกาะ ทำให้ไม้เสียสี                                                               เนื้อไม้กฤษณาที่มีน้ำมันกฤษณา จะมีสีดำ หนัก และจมน้ำ คุณภาพของเนื้อไม้ ขึ้นอยู่กับการสะสมของน้ำมันกฤษณาภายในเซลล์ต่าง ๆ ของเนื้อไม้ไม้ทีมีน้ำมันมีกลิ่นหอมมีลักษณะแตกต่างไปจากเนื้อไม้ปกติจากการที่มีการสะสมของเรซินที่มีกลิ่นหอม สารเรซินสะสมอยู่ในส่วนของโฟลเอ็มที่เรียงตัวเป็นแถบ จากการที่มีเรซินสะสมอยู่ทำให้เนื้อไม้ส่วนนั้นค่อนข้างหนัก เปราะและแข็ง ส่วนใหญ่ของโฟลเอ็มในชิ้นไม้ที่มีกลิ่นหอมมีลักษณะเหมือนกับที่พบในเนื้อไม้ปกติ มีเพียงส่วนน้อยที่มีลักษณะผิดปกติ มีมัดท่อลำเลียงแทรกอยู่ในส่วนของไซเล็ม มีโฟลเอ็มอยู่ด้านหลังและมีไซเล็มอยู่ด้านหน้า มีเนื้อเยื่อแคมเบียมอยู่ระหว่างกลาง (เนื้อเยื่อชั้นที่สามที่มีลักษณะผิดปกติ) การเกิดเนื้อเยื่อชั้นสามนี้เกี่ยวข้องกับการเกิดแผล

 

ที่มา ข้อมูลวิชาการ::ไม้กฤษณาจากกรมป่าไม้

ภาพจาก บน>ล่าง www.cropwatch.org/agarwood.htm