วิธีทำให้เกิดการสร้างสารกฤษณา
การทำให้เกิดการสร้างสารกฤษณาหรือเกิดการลงสารในเนื้อไม้กฤษณานั้นไม่มีวิธีที่แน่นอนตายตัวแต่จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของผู้ปลูก ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนั้นวิธีการจึงอาจแตกต่างกันไปในเกษตรกรแต่ละรายแต่เท่าที่ทำการศึกษาพบว่ามีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
1 การทำให้เกิดสารโดยการใช้สว่านเจาะลำต้นกฤษณา
ลำต้นกฤษณาที่พร้อมจะทำให้เกิดบาดแผลและเจาะกระตุ้นสร้างสารกฤษณาควรมีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ทั้งลำต้นและกิ่งควรมีความสมบูรณ์ ก่อนจะทำให้เกิดบาดแผล ควรเริ่มจากโคนต้นวัดขึ้นมาสูงประมาณ 12 นิ้ว กว้าง 7 นิ้ว ขีดเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใช้สิ่วถากเปลือกไม้ออกจะเห็นเนื้อไม้สีขาวนวลและมียางไม้ออกมานิดหน่อยตามขนาดรูสี่เหลี่ยมที่กำหนดขึ้น จากนั้นนำสว่านเจาะรูประมาณหกรูในจุดที่ห่างกันพอดี ๆ โดยเจาะลึกประมาณสามนิ้ว ไม่ควรเจาะจนทะลุลำต้น แล้วนำสิ่วปากกว้างสกัดแต่งแผลให้ได้ขนาดร่องสิ่วลึกประมาณ 1 นิ้ว ขนาดเท่ากันทุกร่อง ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที จะมีมดดำหรือตัวแมลงต่าง ๆ เข้ามาในรูอยู่เป็นระยะ ๆ เมื่อทำให้เกิดบาดแผลและเจาะกระตุ้นสารได้แผลหนึ่งแล้ว สามารถทำให้เกิดบาดแผลเพิ่มขึ้นได้อีก 3 – 4 แผล รอบ ๆ ลำต้น แต่ละแผลควรเว้นช่องห่างกันประมาณ 5 นิ้ว เมื่อทำให้เกิดบาดแผล เกิดความชอกช้ำหรือเกิดความเครียดขึ้นที่เนื้อไม้ด้วยการเจาะนี้ก็จะเกิดการหลั่งสารจำพวก ชัน หรือเรซิน เข้ามาสะสมที่เนื้อไม้รอบ ๆ บาดแผลที่เจาะนั้น สีของเนื้อไม้ก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีขาว มาเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม สีดำ และสีดำพร้อมมีน้ำมันเยิ้มในที่สุด สารจะมากขึ้นตามลำดับตามเวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน อันเป็นกระบวนการรักษาบาดแผลตามธรรมชาติของต้นกฤษณา พอเวลาผ่านไปสักสามเดือนถึงหนึ่งปี เนื้อไม้กฤษณาที่ถูกทำให้เกิดบาดแผลและสร้างสารกฤษณาขึ้นมาได้ก็จะอยู่ในระดับที่ชาวบ้านเรียกว่า ไม้ปากขวาน หลังจากทำให้เกิดบาดแผลและกระตุ้นสร้างสารกฤษณาด้วยการเจาะแล้วประมาณ 1 – 3 เดือน จะเห็นความแตกต่างของเนื้อไม้ เนื้อไม้จะเริ่มมีสายน้ำมันเดินช้า ๆ ยิ่งเวลาผ่านออกไปก็ยิ่งมีน้ำมันเพิ่มขึ้น พอผ่านไป 3 – 5 เดือน ก็ถึงตอนที่จะสกัดเอาเนื้อไม้ออกมาใช้ประโยชน์ได้ ด้วยการนำสิ่ว ค่อย ๆ บากหรือถากเอาเนื้อไม้ออกมา ถ้าลองจุดไฟเผาดมดูจะได้กลิ่นของสารกฤษณาจากเนื้อไม้ เมื่อได้เนื้อไม้แล้วให้นำไปตากแดดสัก 1 – 2 แดด จากนั้นจึงนำไปบดให้ละเอียดแล้วนำไปแช่หมักไว้สักระยะเวลาหนึ่ง จึงนำไปต้มกลั่นกับน้ำแล้วแยกเอาน้ำมันหอมระเหย แต่การที่จะขายได้ราคาหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อไม้ว่ามีคุณภาพเพียงใดด้วย พบว่า ต้นไม้กฤษณาที่ปลูกแล้วไม่สามารถทำให้เกิดสารกฤษณาได้มีอยู่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม้กฤษณานั้นยังนำไปขายได้ โดยซื้อขายกันต้นละประมาณ 700 – 1,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของเนื้อไม้ หรืออาจจะเจาะลำต้นทิ้งไว้โดยแต่ไม่ใช้สิ่วสกัดไม้ออกไปแต่จะใช้วิธีตัดโค่นต้นกฤษณาในทีเดียวเลยก็ได้
2 การใช้ตะปูเจาะลำต้น
วิธีนี้ทำโดยการนำเอาตะปูมาเจาะลำต้นหรือกิ่งของกฤษณาเพื่อกระตุ้นการลงสารพบว่าให้ผลไม่แตกต่างจากการใช้สว่านเจาะลำต้น พบว่าไม้กฤษณาที่ได้จากวิธีการนี้จะมีคุณภาพและราคาต่ำกว่าวิธีการใช้สว่านเจาะเพราะผู้รับซื้ออ้างว่าการเจาะลำต้นกฤษณาด้วยตะปูเมื่อทิ้งไว้นาน ๆ ตะปูจะขึ้นสนิมเพราะความชื้น เมื่อนำไม้มาสกัดน้ำมันหอมระเหยจะทำให้น้ำมันหอมระเหยที่ได้มีความเป็นกรดสูง
3 การใช้สารเคมีกระตุ้นการเกิดสารกฤษณา
การใช้สารเคมีกระตุ้นการเกิดสารกฤษณาเป็นแนวทางใหม่ในการกระตุ้นให้เกิดสารกฤษณาเพราะที่ผ่านมาพบว่าการใช้วิธีตะปูและสว่านจะทำไม้กฤษณาได้แค่เพียงเกรดที่นำไปสกัดน้ำมันหอมระเหย ซึ่งจะมีราคาที่แตกต่างกับไม้ชิ้นมากแม้ว่าจะมีปริมาณสารเรซินในเนื้อไม้เท่ากันก็ตาม การใช้สารเคมีกระตุ้นการเกิดสารกฤษณานี้มีการทดลองในประเทศเวียดนามในโครงการของTRP โดยมหาวิทยาลัยมิเนนโซตา โดยการเจาะลำต้นของกฤษณาและนำสารเคมีใส่เข้าไปในลำต้นพบว่ามีการลงสารในบริเวณกว้าง สามารถกระตุ้นให้มีการลงสารที่เร็วกว่าที่เกิดในธรรมชาติประมาณ 10 เท่า แต่ยังไม่มีการเปิดเผยถึงสูตรของสารเคมีดังกล่าวอย่างชัดเจน มีข้อมูลบอกเพียงว่ามีส่วนผสมของเชื้อราบางชนิดเท่านั้น ในประเทศไทยก็ได้มีการกระตุ้นการเกิดสารกฤษณาโดยการใช้สารเคมีเช่นกันจากการศึกษาพบว่ามี 2 วิธีย่อยคือ - การเติมน้ำมันหอมระเหยกลับเข้าไปในต้นกฤษณา โดยการเจาะลำต้นของกฤษณาและเติมน้ำมันหอมระเหยเข้าไป มีผู้รับจ้างทำโดยคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 800 – 1000 บาทต่อต้น ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 – 12 เดือนก็จะสามารถตัดเอาเนื้อไม้มาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยได้ โดยผู้รับทำโดยวิธีนี้จะรับซื้อเนื้อไม้กฤษณาตามคุณภาพที่ได้ โดยจะมีราคารับซื้อประมาณ 100 – 300 บาทต่อกิโลกรัม - การทดลองใช้สารเคมีของ คุณอาจินต์ กิติพล เกษตรกรในจังหวัดระยอง ได้ทำการทดลองการเกิดการลงสารในเนื้อไม้กฤษณาโดยใช้สารบางชนิดที่ไม่เปิดเผยสูตร ปรากฏว่าเกิดการลงสารเป็นบริเวณกว้างทำให้เกิดเป็นเนื้อที่เรียกว่าไม้ตะเคียน (ไม้กฤษณาที่มีสีเหมือนไม้ตะเคียน)ภายในเวลาเพียง 1 เดือนและเปลี่ยนเป็นเนื้อไม้สีดำภายในระยะเวลา 6 – 12 เดือน
ผลของฤดูกาลต่อการเกิดสารกฤษณา
พบว่าจากการทดลองไม้กฤษณาที่แปลงทดลองไม้กฤษณาที่จังหวัดเลยและจังหวัดจันทบุรี ในฤดูฝนแลฤดูร้อน โดยการใส่ชิ้นไม้ที่มีเชื้อราและชิ้นไม้ที่ไม่มีเชื้อราในต้นกฤษณาที่เจาะด้วยสว่าน แล้วปิดปากแผลด้วยปูนขาว ทิ้งไว้ 6 เดือน จึงตรวจผลการทดลองโดยเป็นค่าเฉลี่ยของปริมาณน้ำหนักของไม้กฤษณาที่เกิดขึ้น พบว่าไม้กฤษณาที่ใส่เชื้อราจะมีปริมาณมากกว่าที่ไม่ใส่เชื้อราและการเกิดกฤษณาในฤดูฝนจะให้ปริมาณ(โดยน้ำหนัก) มากกว่าในฤดูร้อน
การทำให้ได้ไม้คุณภาพเกรดเอ
ตัดต้นกฤษณาออกครึ่งต้นแล้วใช้สว่านเจาะกลางลำต้นลงมาตรง ๆ จนลึกพอแล้วหันมาเจาะรูข้างลำต้นลักษณะเจาะทะแยงขึ้นเข้าไปในลำต้นจนเจอรูที่เจาะลงมากลางลำต้นไว้ การทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันน้ำขังในรูที่เจาะ หลังจากนั้นก็ปล่อยให้แตกกิ่งใหม่งอกออกมาต่อไปเรื่อย ๆ เวลาผ่านไปสักสิบปีก็จะได้เนื้อไม้กฤษณาที่มีสีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้มหรือ สีดำชิ้นใหญ่ ๆ ชิ้นเดียวนำไปจำหน่ายได้ราคาสูงมากเป็นพิเศษ แต่วิธีการนี้ยังไม่มีการยืนยันถึงความสำเร็จเป็นแค่แนวทางที่เป็นไปได้เท่านั้น เพราะต้นกฤษณาที่มักจะแตกกิ่งก้านมาก การที่จะทำตามวิธีการข้างต้นจำเป็นต้องทำการตัดแต่งกิ่งให้ต้นมีเปลาตรงหรือปลูกในระยะที่ค่อนข้างชิดซึ่งจะทำให้ต้นไม้เกิดการลิดกิ่งไปเองตามธรรมชาติและการตัดลำต้นออกและเจาะลำต้นลงมาตรง ๆ มีความเป็นไปได้มากที่ต้นไม้จะตายเพราะไม่สามารถทนความร้อนที่เกิดจากการเจาะได้
ที่มา ข้อมูลการศึกษาไม้กฤษณา จากกกรมป่าไม้
|