:: ประกาศเตือนภัย__กรมอุตุฯ ::

เข้าสู่ระบบ



บทความพิเศษ

ติดต่อสอบถาม

เวลาทำการ     07.00 - 11.00 am
.                  01.00 - 05.00 pm

email : hommesook@gmail.com

โทรศัพท์ :
Office            038-634280

ประธานกลุ่ม     081-8890331

Webmaster    082-8996921

หยุดงานทุกวันที่ 1 ของเดือน

แนะนำบราวเซอร์ดีๆ

Internet Exproler

* ieเข้าถึงข้อมูลของเว็ปไซด์นี้ไม่ถูกต้อง
ใช้บราวเซอร์เหล่านี้

เพื่อการแสดงข้อมูลที่ถูกต้อง
จากเวปไซด์ของเรา

Designed by:
การหากฤษณาจากป่าธรรมชาติ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย @Kridsana.com   

การหากฤษณาจากป่าธรรมชาติ

ผู้หาของป่าจะสังเกตต้นกฤษณาที่น่าจะมีสารลงอยู่ภายในเนื้อไม้ จากลักษณะภายนอก คือ ต้นมีอาการโทรม คล้ายกับเป็นโรคหรือมีอุปสรรคขัดขวางท่อน้ำ ท่ออาหาร สังเกตจากการมีเปลือกบวม มีแผล หรือดูจากผิวของลำต้นที่ผิดปกติไปจากเดิม หรือมีมดไต่ตอม วิ่งวนไปมา อันเกิดจากมีกลิ่นหอมหวานซึมออกมาภายนอก หรือต้นกฤษณาที่อยู่บริเวณด่านช้าง ซึ่งจะถูกช้างถูลำต้น หรือเบียดสีจนเกิดการชอกช้ำจากภายใน แม้แต่ตามง่ามโคนกิ่ง ซึ่งมีลักษณะถูกลมโยกกิ่งนั้นบ่อยครั้ง หรือในจุดที่ต้นกฤษณาขึ้นอยู่ร่วมกับไม้อื่น แล้วถูกไม้ชนิดอื่นล้มทับจนชอกช้ำหรือเกิดแผล            ผู้หาของป่าอาจจะใช้ขวานสับโค่นต้นที่เชื่อว่าจะมีสารกฤษณาอยู่ภายใน ถ้าพบส่วนที่เป็นกฤษณา คือ เนื้อไม้สีดำ ก็จะตัดโค่นต้นนั้นมา แล้วใช้ มีด ขวาน หรือสิ่ว สกัดเอาส่วนสีขาวออก หรืออาจจะใช้เครื่องมืออื่นช่วยตัดแต่ง เช่น ตะไบ จนได้เฉพาะส่วนเนื้อไม้ที่เป็นสีดำซึ่งจะนำไปขาย        ถ้าจะกล่าวถึงสมัยก่อน ครั้งที่มีความเชื่อว่าไม้หอมจะเกิดขึ้นกับต้นกฤษณาที่ตายแล้ว โดยเป็นผลจากเชื้อรา ผู้หาของป่าในรุ่นนั้น ก็จะหาไม้หอมโดยการใช้ มีด หรือขวาน สับคุ้ยบนต้นกฤษณาที่ตายตามธรรมชาติ เมื่อต้นกฤษณาเริ่มผุพังลงจึงเริ่มขุดคุ้ยหาไม้หอม ซึ่งก็พบบ้าง ไม่พบบ้าง ต่อมาการตัดโค่นต้นกฤษณาลงไม่สามารถจะรอให้ผุพังแล้ววนกลับมาหาในช่วงระยะเวลายาวนาน เพราะอาจมีผู้หาของป่ารายอื่นมาตัดหน้าไปเสียก่อน ดังนั้นเมื่อตัดโค่นต้นกฤษณาลงแล้ว ก็จะทำการสับ คุ้ยต้นเพื่อหาไม้หอมในทันที ซึ่งก็พบบ้าง ไม่พบบ้าง บางครั้งต้นกฤษณาใหญ่มาก แต่ไม่เคยมีความเครียด ไม่มีแผล ไม่ถูกหนอนเจาะ ก็ไม่มีไม้หอมเกิดขึ้นเลย แต่จากการได้รับความรู้ว่าต้นกฤษณาเป็น ๆ สามารถเกิดไม้หอมขึ้นได้ จึงทำให้มีการตัดโค่นไม้หอมกันมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันกฤษณาต้นใหญ่ ๆ จะเหลืออยู่น้อยอย่างยิ่ง ยังคงพบอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น                                                เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้หาของป่าจึงไม่ใช้วิธีตัดโค่นกฤษณาทุก ๆ ต้นที่พบเห็น แต่จะใช้ มีด หรือขวานเฉาะเข้าไปในบางส่วนของลำต้น เพื่อตรวจสอบว่ามีไม้หอมเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีก็จะโค่นต้นนั้นลงมา ถ้าไม่มีก็จะเว้นต้นกฤษณาต้นนั้นไว้ก่อน แล้วเวียนมาตรวจสอบในการหาของป่าคราวถัดไป  จึงทำให้เป็นการค้นพบโดยบังเอิญว่า บริเวณเนื้อไม้ บาดแผลที่ถูกขวานฟันเอาไว้นั้น ก็ค่อย ๆ เกิดสารกฤษณาแทรกซึมลงในเนื้อไม้ ซึ่งประมาณ 6 – 8 เดือน ก็จะเปลี่ยนจากเนื้อไม้สีขาว เป็นเนื้อไม้สีเหลืองแก่ หรือสีน้ำตาลอ่อน ถ้านานกว่านี้สีก็จะเข้มขึ้น ถ้าทิ้งไว้ 2 – 3 ปี ก็จะเป็นสีดำที่มีราคาสูง แต่ผู้หาของป่าไม่สามารถจะรอได้ เพราะเกรงว่าจะถูกผู้หาของป่ารายอื่น สกัดเนื้อไม้นี้ไปขายเสียก่อน ดังนั้นจึงเกิดไม้กฤษณาที่พัฒนาเป็นไม้หอม ที่เรียกชื่อว่า ไม้ปากขวาน ซึ่งก็เกิดจากการที่มีผู้นำขวานไปฟันไว้นั้นเอง เมื่อผู้หาของป่าใช้สิ่วเล็ก ๆ สกัดส่วนที่หอมไปขาย ก็เท่ากับสร้างแผลใหม่ขึ้นอีกบริเวณนั้น ก็ย่อมจะเกิดการสร้างสารกฤษณาขึ้นที่เนื้อไม้บริเวณนั้นอีก

ตารางที่ 1 ตำแหน่งการพบสารกฤษณาในต้นไม้ธรรมชาติ

ตำแหน่งที่พบ                                        ร้อยละการพบ
รอยฉีกหักของกิ่งและน้ำขัง                             30.85
รอยฉีกขาดของกิ่ง                                       27.65
ปลวกแมลงเจาะไชลำต้น                               28.72
รอยบากบริเวณลำต้น                                     5.32
โคนต้นผุจากเชื้อรา                                       3.19
ลูกปืนฝังในลำต้นหรือกิ่ง                                 2.13
รอยบากบริเวณราก                                       2.13

 

 

**** ผิดกฏหมายนะครับ ถ้าเราน้ำไม้กฤษณาลักลอบออกจากป่า แต่ที่ผมแนะนำเป็นไว้เผื่อประดับความรู้ได้ครับ เผื่อเราอาจเจอบ้างในสวนของเราเอง

--------------------------------------------------------------------------

ที่มา  ข้อมูลไม้กฤษณาจากกรมป่าไม้