:: ประกาศเตือนภัย__กรมอุตุฯ ::

เข้าสู่ระบบ



บทความพิเศษ

ติดต่อสอบถาม

เวลาทำการ     07.00 - 11.00 am
.                  01.00 - 05.00 pm

email : hommesook@gmail.com

โทรศัพท์ :
Office            038-634280

ประธานกลุ่ม     081-8890331

Webmaster    082-8996921

หยุดงานทุกวันที่ 1 ของเดือน

แนะนำบราวเซอร์ดีๆ

Internet Exproler

* ieเข้าถึงข้อมูลของเว็ปไซด์นี้ไม่ถูกต้อง
ใช้บราวเซอร์เหล่านี้

เพื่อการแสดงข้อมูลที่ถูกต้อง
จากเวปไซด์ของเรา

Designed by:
การคัดเลือกพื้นที่และ วิธีการปลูก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย @Kridsana.com   

การคัดเลือกพื้นที่และ วิธีการปลูก

พื้นที่ปลูกไม้กฤษณาควรเป็นที่เนิน  น้ำไม่ท่วมขัง  ดินมีการระบายน้ำดี  รูปแบบ การปลูกอาจปลูกในลักษณะสวนป่าเชิงเดี่ยวและการปลูกแบบสวนป่าวนเกษตร โดยปลูกไม้กฤษณาร่วมกับพืชหรือไม้ยืนต้นชนิดอื่น  เช่น ปลูกไม้กฤษณาแทรกในสวนยางพารา  สวนผลไม้  เป็นต้น
การปลูกและวิธีการปลูกนั้น  โดยความเป็นจริงแล้วไม่แตกต่างกับการปลูกไม้ป่าอื่น ๆ มากนัก แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม้กฤษณาต้องการความชื้นทั้งในดินและในบรรยากาศสูง  จึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม  และการจัดการเรื่องน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ  วิธีการปลูกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ

 

1.    การปลูกเชิงเดี่ยวในที่โล่งแจ้ง

การปลูกเชิงเดี่ยวสำหรับไม้กฤษณาจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมอย่างมาก  พื้นที่ที่ปลูกควรมี
ความชื้นสูง  มีระบบน้ำที่ดี มีสระเก็บน้ำที่เพียงพอใช้ในฤดูแล้งและควรขุดหลุมให้กว้าง  เพื่อให้ปุ๋ยคอกในการปรับปรุงดินให้เก็บกักความชื้นในดินได้มากขึ้น  และใส่ผงถ่านป่นจากเปลือกไม้ หรือ ขี้เถ้าแกลบเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้สูงขึ้น  เนื่องจากถ้าพื้นที่ปลูกไม้กฤษณาอยู่ในเขตที่มีฝนชุก pH ของดินค่อนข้างต่ำ  การใส่ผงถ่านจะช่วยยกระดับ pH และเพิ่มธาตุอาหารมากขึ้น  โดยเฉพาะผงถ่านจากเปลือกไม้ หรือ ขี้เถ้าแกลบ

การเตรียมหลุมในดินทราย

สภาพของดินทราย คือการเก็บน้ำไม่อยู่  เพราะดินร่วนซุยจนเกินไป  ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  การขาดอินทรีย์วัตถุและแร่ธาตุต่าง ๆ ในกรณีดังกล่าวจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์และโพลีเมอร์ในการช่วยเก็บน้ำ ใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท  ซึ่งเปนปุ๋ยละลายช้าช่วยการเจริญเติบโตของต้นกล้าปลูกใหม่  ช่วยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้  4  เดือน ใช้หินฟอสเฟต  และโดโลไมท์ช่วยการเจริญเติบโตของราก  ควรขุดหลุมกว้าง 50 - 57  ซม.  ความลึกเท่ากัน  แยกดินชั้นบนไว้ใช้ทำดินผสมนำดินนี้มาใส่ออสโมโค้ท 1 - 2 ช้อนแกง หินฟอสเฟตและโดโลไมท์อย่างละ 50 - 100 กรัม ปุ๋ยหมัก (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อื่น ๆ) ประมาณ 1 ใน 3 ของดินคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหว่านใส่รองก้นหลุม 1 ใน 4 ส่วน จากนั้นใช้โพลีเมอร์ (วุ้นอุ้มน้ำ) ซึ่งแช่น้ำอัตรา 1 กก/น้ำ 200 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน  หรือถ้าเร่งด่วนก็แช่น้ำก่อน  1  ชั่งโมงขึ้นไป   กวนให้กระจายกันดีแล้วตักมาทั้งน้ำทั้งเนื้อใส่ไปที่ก้นหลุม 1  ลิตร  ส่วนที่ไม่ต้องคลุกเคล้าโพลีเมอร์กับดินปลูก ซึ่งมีผู้ทดลองมาแล้วหลายรายยืนยันตรงกัน  จากนั้นจึงกลบดินผสมขึ้นมาจนถึงระดับต่ำกว่าปากหลุมเล็กน้อย  ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้เก็บน้ำฝนได้ดีเวลาฝนตก  เพราะสภาพที่เป็นทรายจัดนั้นปกติดินไม่เก็บน้ำ  น้ำจึงซึมหายไปหมดเมื่อฝนหยุด ปลูกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หรือถ้าฝนตกลงมาก็จะดีมาก
โพลิเมอร์  จะเป็นผู้เก็บรักษาน้ำสำรองไว้อย่างน้อย  1  ลิตรหลังฝนตกหรือรดน้ำเกิน 1  ลิตร  ซึ่งถ้าให้น้ำเกิน  1  ลิตร  น้ำส่วนเกินจะซึมหายไปและหลุมนั้นก็ยังคงมีน้ำสำรองเก็บไว้ในโพลีเมอร์   โพลีเมอร์จึงไม่สามารถดึงน้ำจากเซลล์ของรากพืช  หรือส่วนอื่น ๆของพืช  แต่จะถูกพืชดูดน้ำออกจากโพลีเมอร์ไปใช้ในเนื้อดิน  และเมื่อฝนตกหรือรดน้ำโพลีเมอร์ก็จะกลับดูดน้ำพองออกมา เป็นวุ้นอีก  คือเก็บน้ำสำรองไว้ได้อีก

การเตรียมหลุมในดินที่แน่นแข็ง  และดินดาน

สภาพของดินแบบนี้คือ การไม่ระบายถ่ายเทน้ำของดิน  ดินแน่นแข็งจนรากเจริญแทงลงดินไม่ได้  ปัจจุบันใช้สารละลายดินดานเป็นตัวช่วย ทำให้ดินลดความแน่นเหนี่ยวลง ทำให้ดินร่วนโปร่ง  ระบายถ่ายเทน้ำดีขึ้น  ทำให้น้ำไม่ขังรากแทงลึกลงดินได้ดีขึ้น  หากดินชั้นบนร่วนโปร่งแบบดินร่วนหรือดินทราย แต่มีชั้นดินดานอยู่ใต้ชั้นไถพรวน การเตรียมหลุมก็ทำแบบเดิมก่อน หรือ ขุดหลุมแล้วแยกดินบนเอามาผสมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หินฟอสเฟต โดโลไมท์และออสโมโค้ท  ใช้ดินผสมใส่รองก้นหลุมแล้วใส่สารละลายดินดานลงก้นหลุม สารละลายดินดานนี้ไม่ต้องเคล้ากับดินผสมจากนั้นใส่โพลีเมอร์  1 ลิตรทับลงไปบนสารละลายดินดาน  ไม่ต้องคลุกเคล้ากับสารละลายดินดานและดินก้นหลุม  แล้วปลูกกล้าไม้ทับลงบนโพลีเมอร์เสร็จกลบด้วยดินผสมตามปกติ  เมื่อฝนตกหรือรดน้ำจนเปียกชุ่ม  พอลงไปถึงสารละลายดินดานซึ่งเปียกแล้ว สารละลายดินดานก็จะทำให้ดินที่แน่นค่อย ๆ คลายตัวออกกลายเป็นดินร่วน  น้ำซึ่งเติมลงไปอีกภายหลังหรือที่มีอยู่จะทำให้ดินร่วนลึกลงไปเรื่อย ๆ จะช่วยให้น้ำซึมลงดินชั้นล่างได้ดี  และราก็จะแทงลงใต้ดินได้ดีด้วย
การปลูกแบบไม่ขุดหลุม
สภาพดินแบบนี้คือดินเหนียวจัด  แบบดินท้องนาที่ยกร่อง  เป็นสวนผลไม้ ถ้าขุดหลุมปลูกเวลารดน้ำน้ำจะขังในหลุม เพราะดินโดยรวมเป็นดินเหนียวจัดทั้งหมด การระบายน้ำออกไปได้โดยยาก  รากจะแช่น้ำอ่อนแอเป็นโรคตายได้ง่าย  วิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาคือ  ปลูกบนดินแล้วให้รากแผ่จากบนดินตรงจุดที่จะวางต้นกล้าแล้วนำปุ๋ยคอก แกลบ ฟอสเฟต และโดโลไมท์  หว่านกระจายบาง ๆ แล้วใส่ปุ๋ยออสโมโค้ทเล็กน้อย  ลงบนจุดที่จะวางเข่งหรือตระกล้า หลังจากนั้นนำเข่งหรือตระกล้ามาวางแล้วใช้ดินผสมใส่รอบ ๆ เข่งหรือตระกล้า  ถ้าจำเป็นต้องป้องกันลมโยกก็ตอกไม้ยึดขอบเข่งหรือตระกล้าให้แน่น  คอยรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ  รากจะเจริญเต็มเข่งหรือตระกล้าแล้วเทลงดินไปในทิศทางที่เหมาะสมได้เอง
การทำร่มเงาบังแสง   ใช้เพื่อป้องกันต้นไม้รับแสงโดยตรง  เช่นใช้ทางมะพร้าว ตาข่ายพรางแสง  หรือวัสดุอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ต้นไม้ตั้งตัวได้ โดยเฉพาะในช่วงกล้าไม้อายุ 1-2 ปี
การรดน้ำ   โดยเฉพาะฤดูแล้งอาจมีความจำเป็นต้องมีการรดน้ำบ่อย เพื่อช่วยให้กล้าไม้รอดตายและตั้งตัวและเติบโตได้ดีขึ้น
การปลูกไม้พี่เลี้ยง   เช่นกล้วย  เพื่อช่วยให้ป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์  และช่วยทำให้พื้นดินไม่แห้งมากจนเกินไป  ซึ่งวิธีนี้อาจจำเป็นต้องปลูกกล้วยก่อนอย่างน้อย 1 ปี  วิธีการเหล่านี้กล้าไม้ที่ปลูกต้องมีขนาดใหญ่  ความสูงประมาณ 50 ซม. ขึ้นไปและมีการทำกล้าไม้ให้แกร่ง ก่อนการปลูก 1 เดือน ในเรือนเพาะชำ โดยการลดการให้น้ำ และให้กล้าไม้ได้รับแสงมากขึ้นก่อนการปลูก

 

2.    การปลูกผสมผสาน

การปลูกในระบบวนเกษตร  การปลูกผสมผสานการปลูกควบในสวนยางพาราและการปลูกในพื้น ที่ป่าชุมชนต่าง ๆ เป็นรูปแบบที่น่าสนใจอย่างยิ่งด้วยเหตุผลที่ไม้กฤษณาต้องการร่มเงา  โดยเฉพาะในระยะแรก ดังนั้น การปลูกในพื้นที่สวนผลไม้ สวนยาง สวนผสม จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม  ซึ่งจะทำให้อัตราการรอดสูงและอย่างไรก็ตาม  การปลูกในพื้นที่ที่ปกคลุมหนาแน่น  และมีร่มเงามาก เช่น สวนผลไม้และสวนยางพาราที่มีอายุ  และมีความหนาแน่นของต้นไม้มาก อาจทำให้ไม้มีการเติบโตต่ำ  ดังนั้นจึงควรปลูกเมื่อสวนผลไม้และสวนยางพาราอายุยังน้อยไม่ควรเกิน 3-5 ปี สำหรับในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ที่มีต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่นนักสามารถปลูกได้ตามช่องว่างของเรือนยอดของต้นไม้ จะทำให้กล้าไม้มีอัตราการรอดตายและการเติบโตสูง

 

** มีการปลูกแนวใหม่ที่ทางกลุ่มคิดค้นขึ้นจากประสพการณ์ เข้าไปดูได้ที่หัวข้อ

:: กิจกรรมที่กลุ่มเราทำ ::                   ครับ

 

ข้อมูลจากหนังสืออบรมการปลูกไม้กฤษณาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา