|
เขียนโดย @Kridsana.com
|
การกลั่นแบบทันสมัย
ในปัจจุบันมีการศึกษาค้นคว้าจนพบกรรมวิธีการกลั่นไม้กฤษณาเพื่อเอาน้ำมันหอมระเหยที่ทันสมัยขึ้น โดยมีการออกแบบและทำเตาต้มกลั่นจากประเทศเยอรมนี สามารถแยกน้ำและน้ำมันออกจากกันแล้วกรองเอากากสิ่งสกปรก เส้นใยไม้ ฝุ่นละอองออก จนได้น้ำมันหอมระเหยที่บริสุทธิ์ในที่สุด กรรมวิธีการต้มกลั่นแบบทันสมัยต้องเริ่มต้นจากการคัดสายพันธุ์ไม้กฤษณา จำแนกป่าแต่ละโซน ถ้าเป็นสายพันธุ์ที่มีการส่งเสริมการปลูกก็จะง่ายต่อการคัดเลือกไม้กฤษณาต้มกลั่น เพราะเราจะรู้ว่าไม้ที่จะนำมาต้มกลั่นสายพันธุ์อะไร แต่ถ้านำไม้จากป่ามาต้มกลั่นอาจจะจำแนกสายพันธุ์ไม่ค่อยได้ ต้องต้มกลั่นรวมกันไปทำให้ได้น้ำหอมคุณภาพไม่ดีนัก เมื่อได้ไม้กฤษณาสายพันธุ์ดีคือ สายพันธุ์เขมร( A. subintegra พบเฉพาะทางภาคตะวันออก) ให้นำเนื้อไม้มาคัดแยกเกรดให้ชัดเจน แยกเกรดเดียวกันไว้ต้มกลั่นด้วยกัน จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งสัก 2 – 3 แดด หรืออาจจะนำไปอบก็ได้ ถ้าใช้วิธีอบความชื้นจะหายไป 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะตากแดดหรืออบให้ชั่งน้ำหนัก เมื่อตากแดดหรืออบก็ชั่งน้ำหนักอีกครั้งจะเห็นว่าน้ำหนักต่างกัน จากนั้นก็นำมาเข้าเครื่องบด บดให้ละเอียด พอบดเป็นผงแล้วให้ชั่งน้ำหนักอีกครั้งหนึ่งจะเห็นว่าน้ำหนักไม้จะหายไปส่วนหนึ่ง เช่น สมมติว่า ไม้กฤษณา 15 กิโลกรัม ตากแดด 2 แดด น้ำหนักจะหายไป 3 กิโลกรัม เอาไม้กฤษณาที่เหลือ 12 กิโลกรัม มาบดอีกจะหายไป 1 กิโลกรัม สุดท้ายจะเหลือเนื้อไม้ จริง ๆ ประมาณ 11 กิโลกรัม เมื่อได้ไม้กฤษณาที่บดตามต้องการเรียบร้อยแล้ว ให้นำไปหมักในน้ำสะอาด ใช้เวลาประมาณ 2 วัน จากนั้นจึงนำไม้เข้าเครื่องต้มกลั่นแบบทันสมัย จะใช้เวลาต้มกลั่นเพียงห้าชั่วโมงก็จะได้น้ำมันหอมระเหยคุณภาพดีตามต้องการ อย่างไรก็ตาม น้ำมันหอมที่ได้จะมีคุณภาพดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และคุณภาพไม้ที่นำมาต้มกลั่นด้วย ไม้กฤษณา 15 กิโลกรัม เมื่อนำมาต้มกลั่นแล้วจะได้น้ำมันหอมระเหย 2 โตร่า จะมีน้ำหนักประมาณ 12 กรัม (โตร่าเป็นชื่อเรียกหน่วยวัดที่นิยมใช้ในการซื้อขายน้ำมันหอมระเหยกฤษณา) 1 โตร่า เท่ากับ 12.5 ซี.ซี. น้ำหอม 1 โตร่า ขายในประเทศได้ราคาประมาณ 3,500 – 4,000 บาท แต่ถ้านำไปขายต่างประเทศจะขายได้ราคา 3 เท่าของราคาในประเทศ
ที่มา ข้อมูลไม้กฤษณากรมป่าไม้
|