:: ประกาศเตือนภัย__กรมอุตุฯ ::

เข้าสู่ระบบ



บทความพิเศษ

ติดต่อสอบถาม

เวลาทำการ     07.00 - 11.00 am
.                  01.00 - 05.00 pm

email : hommesook@gmail.com

โทรศัพท์ :
Office            038-634280

ประธานกลุ่ม     081-8890331

Webmaster    082-8996921

หยุดงานทุกวันที่ 1 ของเดือน

แนะนำบราวเซอร์ดีๆ

Internet Exproler

* ieเข้าถึงข้อมูลของเว็ปไซด์นี้ไม่ถูกต้อง
ใช้บราวเซอร์เหล่านี้

เพื่อการแสดงข้อมูลที่ถูกต้อง
จากเวปไซด์ของเรา

Designed by:
กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ (Water Distillation) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย @Kridsana.com   

กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ (Water Distillation)


ที่มาภาพ  http://cache.eb.com/eb/image?id=72150&rendTypeId=35


กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ (Water Distillation)

ใช้น้ำเป็นตัวสกัดโดยการใส่วัตถุดิบลงไปผสมกับน้ำให้วัตถุดิบลอยตัวอยู่แล้วต้มน้ำในหม้อน้ำโดยใช้แก็สให้เดือด จากนั้นน้ำมันหอมระเหยจะถูกพาออกมาในลักษณะที่รวมกับไอน้ำและจะถูกส่งผ่านเข้าไปสู่ขั้นตอนการควบแน่นให้เป็นของเหลว จึงมีการแยกชั้นชัดเจนระหว่างน้ำและน้ำมันหอมระเหยทำให้แยกออกมาได้สะดวก
การกลั่นโดยวิธีนี้ถือว่าสะดวกรวดเร็วและลงทุนน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การกลั่นด้วยดีนี้โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมง ต่อการกลั่นครั้งหนึ่ง ข้อเสียของวิธีนี้คือ
1.การควบคุมความสม่ำเสมอของการให้ความร้อนอาจจะไม่กระจายดีนัก
2.เวลาที่ใช้ค่อนข้างจะนานกว่าปกติ
3.ประสิทธิภาพในการสกัดและการพาน้ำมันหอมระเหยออกมายังน้อยอยู่
การใช้วิธีการต้มกลั่นนั้นเกิดขึ้นที่อุณหภูมิและความดันไอน้ำต่ำ จึงเป็นที่นิยมมาตั้งแต่โบราณ การต้มกลั่นแบบนี้ยังเป็นที่นิยมตราบเท่าปัจจุบัน เนื่องจากลงทุนน้อยและทำการเคลื่อนย้ายแหล่งต้มกลั่นได้ง่ายทำให้ยากต่อการตรวจสอบ นอกจากนั้นแล้วเทคโนโลยีการต้มกลั่นแบบพื้นบ้านมีความเหมาะสมเชิงเศรษฐกิจมากกว่าการขนวัตถุดิบที่มีปริมาณมากมายังโรงงาน
จากการสำรวจในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีพบว่า ประมาณร้อยละ 97 ของโรงงานต้มกลั่นจะเป็นการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ (Water Distillation) โดยมีการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่รอบ ๆ เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

 

สำหรับกระบวนการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากไม้กฤษณาจะเริ่มจากลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้


1.การคัดไม้หอมกฤษณาเพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบที่จะป้อนเข้าสู่กระบวนการกลั่นนั้นจะทำการเลือกไม้หอมกฤษณาที่มีคุณภาพต่ำออกจากไม้หอมกฤษณาที่มีคุณภาพสูง โดยไม้หอมกฤษณาที่มีคุณภาพต่ำจะถูกคัดไว้เพื่อผ่านกระบวนการถัดไปของการกลั่น ส่วนไม้หอมกฤษณาที่มีคุณภาพสูงนั้นจะถูกคัดเลือกขายเป็นไม้แก่นจะทำให้ได้ราคาดีกว่า
2.การนำไม้หอมที่จะนำมากลั่นมาถากเป็นแผ่นประมาณ 3 x 3 นิ้ว หรือประมาณฝ่ามือบาง ๆ หลังจากนั้นจะทำการตากแดดให้แห้งเพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อไม้
3.หลังจากทำการตากแดดให้แห้งเพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อไม้แล้ว จะนำมาบดละเอียดประมาณ 1 – 2 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวการสกัดออกให้มากที่สุด
4.นำผงที่บดละเอียดของไม้หอมกฤษณามาแช่น้ำไว้ประมาณ 2 วันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการกลิ่นของลูกค้าที่สั่งซื้อ ถ้ายิ่งนานวันจะทำให้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยที่ได้เปลี่ยนไปตามเวลาที่แช่ในน้ำ
5.นำผงบดละเอียดของไม้หอมกฤษณาจากในน้ำมาใส่ในหม้อต้มกลั่นซึ่งจะทำการบรรจุลงในหม้อต้มกลั่นตามขนาดและปริมาณตามต้องการโดยปกติจะใช้ประมาณ 9 – 10 กิโลกรัมต่อ 1 หม้อกลั่น แล้วจึงเติมน้ำลงไปในหม้อให้เลยระดับผงไม้ประมาณ 5 – 6 นิ้ว จึงจะทำการปิดฝาหม้อและจุดไฟให้ความร้อนแก่หม้อต้มกลั่น
6.เมื่อหม้อต้มได้รับความร้อนจนเลยจุดเดือดแล้วไอน้ำจะระเหยออกมาทางท่อพร้อมกับน้ำมันหอมระเหยที่ออกมาในสถานะไอจึงต้องทำการกลั่นตัวให้เป็นของเหลวโดยปล่อยให้ไหลผ่านส่วนของการควบแน่น โดยการผ่านน้ำเย็นเข้าไปในลักษณะการสวนทางกับไอน้ำ
7.น้ำหอมที่ได้ออกมาและน้ำหลังจากการกลั่นตัวจะลอยแยกชั้นกันอยู่ในภาชนะรองรับจึงจำเป็นต้องมีการแยกออกมา ซึ่งน้ำหอมที่ได้ออกมาจากการกลั่นครั้งแรกมักนิยมเรียกว่า น้ำมันเกรดเอ
8.เมื่อปล่อยให้มีการกลั่นในลักษณะนี้เป็นเวลาโดยประมาณ 2 วัน ก็จะทำการดับไฟ แต่ถ้ามีการสกัดน้ำมันหอมระเหยออกจากไม้หอมได้ไม่ดีนักก็จะนำกากที่เหลือนั้นไปอัดด้วยไอน้ำในถังกลั่นด้วยไอน้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน้ำหอมที่ได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำนี้จะเรียกว่าน้ำหอมเกรดบี
9.กากที่เหลือออกจากการกลั่นด้วยไอน้ำแล้วบางส่วนยังมีน้ำมันหอมระเหยปนอยู่จะถูกนำไปป่นเป็นผงสำหรับทำธูปหอมอีกครั้งหนึ่ง
จากขั้นตอนทั้งหมด 9 ขั้นตอนของการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากไม้กฤษณานั้นจะเห็นได้ว่าไม่เกิดการสูญเสียขึ้นเลย โดยมีการจัดการวัตถุและของเสียจากกระบวนการผลิตก็สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่า    การกลั่นด้วยวิธีนี้สามารถแยกออกได้เป็นสองแบบคือ

 

 

ที่มา ข้อมมูลไม้กฤษณาจากกรมป่าไม้