|
กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ (Water Distillation) |
|
|
|
|
เขียนโดย @Kridsana.com
|
กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ (Water Distillation)
 ที่มาภาพ http://cache.eb.com/eb/image?id=72150&rendTypeId=35
กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ (Water Distillation)
ใช้น้ำเป็นตัวสกัดโดยการใส่วัตถุดิบลงไปผสมกับน้ำให้วัตถุดิบลอยตัวอยู่แล้วต้มน้ำในหม้อน้ำโดยใช้แก็สให้เดือด จากนั้นน้ำมันหอมระเหยจะถูกพาออกมาในลักษณะที่รวมกับไอน้ำและจะถูกส่งผ่านเข้าไปสู่ขั้นตอนการควบแน่นให้เป็นของเหลว จึงมีการแยกชั้นชัดเจนระหว่างน้ำและน้ำมันหอมระเหยทำให้แยกออกมาได้สะดวก การกลั่นโดยวิธีนี้ถือว่าสะดวกรวดเร็วและลงทุนน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การกลั่นด้วยดีนี้โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมง ต่อการกลั่นครั้งหนึ่ง ข้อเสียของวิธีนี้คือ 1.การควบคุมความสม่ำเสมอของการให้ความร้อนอาจจะไม่กระจายดีนัก 2.เวลาที่ใช้ค่อนข้างจะนานกว่าปกติ 3.ประสิทธิภาพในการสกัดและการพาน้ำมันหอมระเหยออกมายังน้อยอยู่ การใช้วิธีการต้มกลั่นนั้นเกิดขึ้นที่อุณหภูมิและความดันไอน้ำต่ำ จึงเป็นที่นิยมมาตั้งแต่โบราณ การต้มกลั่นแบบนี้ยังเป็นที่นิยมตราบเท่าปัจจุบัน เนื่องจากลงทุนน้อยและทำการเคลื่อนย้ายแหล่งต้มกลั่นได้ง่ายทำให้ยากต่อการตรวจสอบ นอกจากนั้นแล้วเทคโนโลยีการต้มกลั่นแบบพื้นบ้านมีความเหมาะสมเชิงเศรษฐกิจมากกว่าการขนวัตถุดิบที่มีปริมาณมากมายังโรงงาน จากการสำรวจในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีพบว่า ประมาณร้อยละ 97 ของโรงงานต้มกลั่นจะเป็นการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ (Water Distillation) โดยมีการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่รอบ ๆ เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
สำหรับกระบวนการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากไม้กฤษณาจะเริ่มจากลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1.การคัดไม้หอมกฤษณาเพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบที่จะป้อนเข้าสู่กระบวนการกลั่นนั้นจะทำการเลือกไม้หอมกฤษณาที่มีคุณภาพต่ำออกจากไม้หอมกฤษณาที่มีคุณภาพสูง โดยไม้หอมกฤษณาที่มีคุณภาพต่ำจะถูกคัดไว้เพื่อผ่านกระบวนการถัดไปของการกลั่น ส่วนไม้หอมกฤษณาที่มีคุณภาพสูงนั้นจะถูกคัดเลือกขายเป็นไม้แก่นจะทำให้ได้ราคาดีกว่า 2.การนำไม้หอมที่จะนำมากลั่นมาถากเป็นแผ่นประมาณ 3 x 3 นิ้ว หรือประมาณฝ่ามือบาง ๆ หลังจากนั้นจะทำการตากแดดให้แห้งเพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อไม้ 3.หลังจากทำการตากแดดให้แห้งเพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อไม้แล้ว จะนำมาบดละเอียดประมาณ 1 – 2 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวการสกัดออกให้มากที่สุด 4.นำผงที่บดละเอียดของไม้หอมกฤษณามาแช่น้ำไว้ประมาณ 2 วันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการกลิ่นของลูกค้าที่สั่งซื้อ ถ้ายิ่งนานวันจะทำให้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยที่ได้เปลี่ยนไปตามเวลาที่แช่ในน้ำ 5.นำผงบดละเอียดของไม้หอมกฤษณาจากในน้ำมาใส่ในหม้อต้มกลั่นซึ่งจะทำการบรรจุลงในหม้อต้มกลั่นตามขนาดและปริมาณตามต้องการโดยปกติจะใช้ประมาณ 9 – 10 กิโลกรัมต่อ 1 หม้อกลั่น แล้วจึงเติมน้ำลงไปในหม้อให้เลยระดับผงไม้ประมาณ 5 – 6 นิ้ว จึงจะทำการปิดฝาหม้อและจุดไฟให้ความร้อนแก่หม้อต้มกลั่น 6.เมื่อหม้อต้มได้รับความร้อนจนเลยจุดเดือดแล้วไอน้ำจะระเหยออกมาทางท่อพร้อมกับน้ำมันหอมระเหยที่ออกมาในสถานะไอจึงต้องทำการกลั่นตัวให้เป็นของเหลวโดยปล่อยให้ไหลผ่านส่วนของการควบแน่น โดยการผ่านน้ำเย็นเข้าไปในลักษณะการสวนทางกับไอน้ำ 7.น้ำหอมที่ได้ออกมาและน้ำหลังจากการกลั่นตัวจะลอยแยกชั้นกันอยู่ในภาชนะรองรับจึงจำเป็นต้องมีการแยกออกมา ซึ่งน้ำหอมที่ได้ออกมาจากการกลั่นครั้งแรกมักนิยมเรียกว่า น้ำมันเกรดเอ 8.เมื่อปล่อยให้มีการกลั่นในลักษณะนี้เป็นเวลาโดยประมาณ 2 วัน ก็จะทำการดับไฟ แต่ถ้ามีการสกัดน้ำมันหอมระเหยออกจากไม้หอมได้ไม่ดีนักก็จะนำกากที่เหลือนั้นไปอัดด้วยไอน้ำในถังกลั่นด้วยไอน้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน้ำหอมที่ได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำนี้จะเรียกว่าน้ำหอมเกรดบี 9.กากที่เหลือออกจากการกลั่นด้วยไอน้ำแล้วบางส่วนยังมีน้ำมันหอมระเหยปนอยู่จะถูกนำไปป่นเป็นผงสำหรับทำธูปหอมอีกครั้งหนึ่ง จากขั้นตอนทั้งหมด 9 ขั้นตอนของการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากไม้กฤษณานั้นจะเห็นได้ว่าไม่เกิดการสูญเสียขึ้นเลย โดยมีการจัดการวัตถุและของเสียจากกระบวนการผลิตก็สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่า การกลั่นด้วยวิธีนี้สามารถแยกออกได้เป็นสองแบบคือ
ที่มา ข้อมมูลไม้กฤษณาจากกรมป่าไม้
|